01/08/12 - The Dark Knight Rises (Christopher Nolan/ US/ 2012) - 3.5/5
    หนังภาคก่อนเป็นหนังเรื่องแรกเลยที่สร้างแรงให้เราอยากเขียนอะไรถึงมัน(จนขีดๆเขียนๆอย่างสนุกสนานมาจนป่านนี้) เพราะเราชอบมากและรู้สึกว่าไม่เคยได้สัมผัสรับรสหนังฮีโร่แบบนี้มาก่อน (ส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้ทั้งกับโนแลนและฮีด เล็ดเจอร์) ซึ่งมันก็เหมือนเป็นหมุดหมายแรกๆกับหนังฮีโร่ดาร์คๆแต่มันก็สี่ปีมาแล้ว สี่ปีที่พาเราเข้าสู่ช่วงวัยเลขสามอย่างเต็มตัว ช่วงวัยที่เริ่มรู้สึกและรู้ตัวว่าไอ้ความหวังดี ความดีงามมันมักไม่ได้มีแต่แง่งามด้านเดียวเสมอเพราะไม่ทางใดก็ทางหนึ่งมันมักก่อสร้างแรงกระทบอะไรบางอย่างแก่สิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือใครบางคนเสมอๆและมันก็เป็นเหตุผลเดียวที่เรารู้สึกกับหนังเรื่องนี้ ยอมรับว่ามาตรฐานของโนแลนยังคงสูงชะรูดมากๆ เรามั่นใจมากๆว่าถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในมือเขาหนังคงหลุดลุ่ยออกทะเล และเราคงจะเกลียดมันมากๆแต่โนแลนทำได้ถึงและยิ่งใหญ่สมชื่อ การสร้างภาพจำลองความขัดแย้งนั้นน่าขนลุกทีเดียวเพราะแง่หนึ่งเราคิดแย้งกับมันแต่อีกด้านก็อยากยอมรับแบบยากปฏิเสธอันเป็นการดีเบตกันระหว่างความอิสระกับการอยู่ภายใต้ข้อบังคับซึ่งมันได้ส่งผลกับคำถามส่วนตัวว่าทางสายกลางมันมีจริงหรือ?และหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่?ในเมื่อมาตรฐานความคิดและพื้นเพของแต่ละปัจเจกบุคคลนั้นมันไม่เหมือนกันเลย ซึ่งตัวละครเบน ไม่ซิ! ต้องตัวมิแรนด้า มันมารองรับสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อหากมองหลุดพ้นไปจากสิ่งที่ว่าไปแล้วหนังเรื่องนี้มันถูกเราจดจำในฐานะปาหี่แห่งความดีของแบตแมน อเมริกันฮีโร่ผู้กลับยืนอยู่ในจุดเดิมตามเป้าประสงค์ตั้งต้น สาเหตุก็เพราะท้ายที่สุดหนังบอกว่าคนอย่างเราๆมันไม่มีความสามารถพอที่จ แบกรับหรือทนกับเรื่องแบบนี้ได้หรอก การค้นหาสิ่งยึดเหยี่ยวและผู้ปลดปล่อยจึงเป็นสิ่งที่เราเฝ้ามองหาบนพื้นฐานของความดีที่ไม่มีอะไรตายตัว ใครถือไพ่เหนือกว่า ไม่สิ! ใครมีโอกาสมากกว่าก็ได้ครอบครองไป

     แน่นอนตัวละครที่ต้องจดจำอย่างที่สุดคงหนีไม่พ้นเซลิน่าหัวขโมยเซ็กซี่ สุดกร้านและมันน่าตื่นเต้นมากๆที่มีความเป็นไปได้ว่าโรบินจะกลายเป็นตัวเอกบ้างอย่าง สมบูรณ์ 
 
04/08/12 - บุญชู ผู้น่ารัก (บัณฑิต ฤทธิ์ถกล/ ไทย/ 2531) - 5/5
    การได้กลับมาดูภาคต้นของหนังชุดที่เป็นที่จดจำมากที่สุดของไทยนั้นไม่เคยเป็นสิ่งน่าเบื่อ จำได้ว่าเคยดูตอนเด็กมากๆซึ่งก็หลงๆลืมๆตัวหนังไปหมดแล้วๆพอมีโอกาสได้ดูอีกทีก็พบว่ายังคงมีความสุขกับมันเหมือนเดิม คิดถึงความใสซื่อ คิดถึงกลุ่มเพื่อนกวนๆ คิดถึงดางรุ่งคู่ขวัญในยุคนั้นอย่างสันติสุข-จินตรา ก่อนหนังฉายมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าหนังเรื่องนี้เข้าฉายถูกช่วงเวลคือในช่วงเศษฐกิจตกต่ำและเรายังสามารถเทียบเคียงกับตัวละครไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่งได้ ซึ่งเราเห็นด้วยอย่างที่สุด แน่นอนความใสซื่อของบุญชูคงกลายเป็นยูโทเปียไปเสียแล้วหากมองด้วยสายตาปัจจุบันของเราเอง แต่ก็นั้นแหละมันอาจคือสิ่งที่เราเฝ้าค้นหาอยู่ตลอดก็ได้แม้ว่ามันจะยากและ มีแรงต้านอยู่เต็มทน....ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงแหละน่าาาาาา

    อนึ่ง ชอบการใช้เพลงในเรื่องมากๆที่กลายเป็นอีกหนึ่งตัวละครในการเล่าเรื่องโดยใช้ทำนองเดิมแต่เปลี่ยนเนื้อ น่ารักดี
 
05/08/12 - The Kick วอนโดนเตะ (ปรัชญา ปิ่นแก้ว/ ไทย/ 2554) - 0.5/5
    เออ! กูวอนเองที่เอามาดูเลยโดนเตะซะสะบัดสะบอม ก็พอเข้าใจแหละว่าการนำเอาศิลปะการต่อสู้ของสองประเทศมาพบกันมันคงน่าสนใจไม่น้อยซึ่งไทยเราเองก็เด่นมากอยู่แล้วในหนังศิลปะป้องกันตัวเลยดูน่าจะเป็นการสร้างเคมีได้อย่างน่าสนใจแต่ที่ไหนได้มันกลับออกมาน่าเบื่อชะมัด ไม่มีอะไรแปลกใหม่ให้น่าจดจำ แถมเนื้อเรื่องก็เกินรับจริงๆ หนังมีปัญหาเชกเช่นเดียวกับหนังบู๊ของปรัชญาในช่วงหลังๆกล่าวคือการต่อสู้และเรื่องราวไม่ได้นำพาไปสู่อะไรเลย(ในแง่ที่มากกว่าแค่เส้นเรื่อง) สร้างสถานการณ์ให้มาเตะต่อยกันด้วยแอ็คชั่นที่คิดว่าน่าตื่นตา(แต่ไม่เลย)แล้วก็จบแบบแฮปปี้ อย่างไรก็ตามก็เข้าใจแหละว่าเราอาจไม่ถูกโฉลกและตื่นเต้นกับหนังพวกนี้อีกแล้ว อารมณ์แบบนั้นมันคงผ่านไปแล้วโดยสมบูรณ์ (แต่ก็ยังไม่แน่ใจกับ The Raid ที่ยังไม่ได้ดู) อนึ่งเราว่าฉากต่อสู้ผสมเต้นกลับฉากต่อสู้สร้างจังหวะนั้นเวิร์คอยู่ๆ
 
05/08/12 - Insect in the Backyard (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์/ ไทย/ 2553) - 3/5
   เหมือนโดนมวลหมู่แมลงลงโทษที่ไฟล์หนังที่ถูกปล่อยอยู่ในเวบบิตนั้นไม่สม ประกอบ กระตุกและสะดุดในหลายๆช่วงอันทำเอาเสียอถรรสในการรับชมไปพอควร (ดูฟรีมีน่ามาบ่นอีกตรู..) เอาเป็นว่าขอเขียนเท่าที่รู้สึกแล้วกัน

     หากเรามองว่าหนังเรื่องนี้ต้องการเพียงแค่เสนอความเป็นจริงที่มีอยู่และเกิด ขึ้นเป็นพลวัตรในสัมคมไทยเท่านั้น เราคงจะเฉยๆกับหนังเรื่องนี้พอควร แต่ก็ไม่ใช่ด้วยเหตุผลง่อยๆอย่าง "ไม่จริ๊ง ไม่จริง สังคมไทยเป็นสังคมอันศิวิไล้เซชั่น เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นหรอกย่ะ" อะไรเทือกนั้น แต่เรารู้สึกว่าหนังมันนิ่งเรียบและแบนราบไปหน่อย ไม่ใช่ในแง่ของตัวละครนะ แต่คือในแง่ของพัฒนาการที่เราว่ามันด้านเดียวและแลดูง่ายเกินไป แต่หากเราไปมองในบริบทอื่นเราพบว่ามันน่าสนใจดีโดยเฉพาะในเรื่องของเพศสภาพที่หนังจงใจตั้งคำถามว่าเพศของคนเรามันสามารถมีมากกว่า 2 หรือไม่? และมันจะสามารถสลับอำนาจระหว่างกันได้ไหม? ตัวละครหลักทุกตัวในเรื่องข้ามเส้นแบ่งนี้ไปมาอย่างน่าคิดซึ่งมันก็อยู่ในกรอบของความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาท่ามกลางสังคมอันสามัญที่อยู่อีกด้าน หนึ่งของแสงตะวัน

     ส่วนเรื่องความแรงของหนังนั้นก็น่าสนใจในการตั้งคำถามกับตัวของเราเองหากลองคิดว่าถ้านี่ไม่ใช่หนังไทยเราจะรู้แบบเดียวกันหรือเปล่า? แล้วอะไรคือความมาตรฐานของมันในการวัดค่า? แล้วหากอ้างไปถึงบริบททางสังคม ในสังคมเดียวกันมันจะมีบริบทเพียงหนึ่งเดียวจริงหรือในเมื่อคนเราก็ไม่เหมือนกัน? น่าศึกษาดี

     อนึ่ง เราดีใจที่บ้านเรามีหนังไทยขนาดยาวแบบนี้ หนังที่กล้าและซื่อสัตย์ต่อตัวเองมากๆอันเป็นหนึ่งในตัวแทนของความหลากหลายทางสังคม ดังนั้นแล้วการแบนหนังทั้งๆที่ยังไม่ได้ให้ผู้คนในสังคมได้พินิจพิจารณาเองนั้นเป็นอะไรที่น่าประณามอย่างที่สุดเพราะมันเป็นการแสดงให้เป็นถึงความโง่เขลาเบาปัญญาของกลุ่มคนที่เห็นว่าความคิดตนตัวเองนั้นถูกต้องและเป็นผู้ "มีศีลธรรมอันดี" อันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดค่าใดๆได้เลย
 
05/08/12 - Mission: Impossible - Ghost Protocol (Brad Bird/ US/ 2011) - 1/5
    แรกๆมันก็ดูน่าตื่นเต้นดี แต่เมื่อเวลาเดินหน้าความสนุกบันเทิงกลับถดถอย จริงๆแนวคิดของม