Articles

One Trip in One Entry (HK+GZ+SZ/ 12-20 Oct 2010)

posted on 30 Oct 2010 11:24 by seamsee in Articles
 
Step 1: อารัมบท
     นี่เป็นการเดินครั้งที่สามแล้วสำหรับสองประเทศและสองจังหวัดนี้ซึ่งส่วนใหญ่จะไปด้วยเหตุผลทางการงานมากกว่ายิ่งในครั้งนี้แล้วในช่วงเวลาที่ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ๆเพิ่มมากขึ้นเป็นสองจุดห้าเท่า การไปครั้งนี้จึงต้องโฟกัสเรื่องงานเป็นพิเศษ แต่มันก็กลับกลายเป็นทริปที่รู้สึกว่าได้ซึบซับ ได้รู้จักฮ่องกงและสนองตอบบางอย่างในตัวได้ดีและประทับใจที่สุด จนรู้สึกว่าแม้จะต้องกรำงานอย่างหนักในช่วงหลายๆเดือนที่ผ่านมา แต่มันก็คุ้มค่าที่ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ที่เรามักตื่นเต้นกับมันเสมอๆ แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวก็ยังคงต้องการหลายสิ่งอย่างกลับมาทดแทนเวลาที่หายไปอยู่ดี "ได้อย่างเสียอย่าง" ยังคงเป็นจริงเสมอ....
 

    เอาละ! เลิกเวินเว่อร์แล้วมาเข้าเรื่องดีกว่า เอ็นทรี่นี้ผมแค่อยากเขียนเก็บไว้ จะออกแนวอธิบายเรื่องราวด้วยรูปและข้อความสั้นๆมากกว่า คงไม่ถึงกับสวยเลิศหรือสามารถใช้ในการอ้างอิงใดๆได้ แต่ก็หวังว่าจะสามารถสร้างความเพลิดเพลินได้บ้างละน่า อนึ่งจะไม่ขอพูดถึงตัวงานที่ข้าพเจ้าต้องทำใดๆในเอ็นทรี่นี้ครับ เพราะแค่ทำงานก็จะแย่แล้ว เอาเป็นว่าลุยเรื่องส่วนตัวอย่างเดียวพอ

 

 

Step 2: เพลงประกอบ
  จริงๆเพลงอาจไม่เข้ากับเอ็นทรี่ แต่ขอเถอะ! ชอบเพลงและคลิปนี้จริงๆอันทำให้ฟินกันไปข้างนึงเลย ที่สำคัญขอเป็นการไว้อาลัยให้ตัวเองที่วงนี้มีการเปิดการแสดงในฮ่องกงในวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมาแต่ดันเป็นวันที่ผมต้องกลับพอดี เลยอดดูอดฟังแบบสดๆไปอย่างน่าเสียดายแบบสุดๆ อยากให้ลองฟังดูครับ
 
 
Step 3: Let go!...Hong Kong+Guangzhou+Shenzhen during 12-20 Oct. 2010
 
  วันแรกมาที่ฮ่องกง นอนไม่หลับไม่รู้ว่าเพราะผิดที่หรือตื่นเต้น เลยลุกขึ้นมาถ่ายรูปวิวจากหน้าต่างโรงแรม The Harbourview ในฝั่งฮ่องกงยามเช้า รูปล่างขวาเป็นสะพานที่เชื่อมต่อกับ Art Centre ที่อยู่ข้างโรงแรม
 
     มาพักที่นี่หลายครั้งไม่เคยได้เข้า Art Centre เลยซักครั้งทั้งๆที่อยู่ติดที่พักเลย ครั้งนี้มาเลยตั้งใจว่าจะต้องเข้าไปให้ได้ ซึ่งพอได้ดูงานทั้งหมดมีชอบอยู่สองงาน
     งานแรกเป็นงาน 3D Dance Installation ของศิลปินสวิส-อิหร่านนาม "Billy Cowie" ซึ่งเก๋ดีด้วยการใช้เทคโนโลยี 3D มาผนวกกับการเต้น รูปแรกแสดงด้วยจอสามมิติที่วางอยู่บนพื้น ให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นพระเจ้าที่จ้องมองความเจ็บปวดของมนุษย์บนพื้นโลก รูปถัดมาเราต้องนอนหงายแล้วมองดูเธอบนเพดานที่ซึ่งให้ความรู้สึกที่กลับกันกับงานแรกแต่ยังคงความรู้สึกเจ็บปวดอยู่แต่ชิ้นนี้เรายังสนุกด้วยกับความสงสัยว่าเธอใช้วิธีถ่ายทำเช่นไร? มีการลุ้นอยู่หลายครั้งว่าเธอจะตกลงมาให้เราตกใจหรือไม่? โดยทั้งสองชิ้นนี้ยังแฝงด้วยนัยยะของการกดขี่เพศหญิงด้วยการจ้องมองผ่านใต้กระโปรงและชุดชั้นในด้วย (แต่ดูข้อมูลในเน็ตงานชิ้นที่สองนี้เธอแก้ผ้าเลยนี่หว่า?)
    งานต่อมาเป็นการฝีมือเทพๆ ด้วกการตัดถุงกระดาษให้กลายเป็นต้นไม้เมื่อมองจากภายใน แน่นอนนี่คืองานอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นแหละ แต่ผ่านการคิดและฝีมือที่น่าชื่นชม
 
      ยังคงอยู่ใน Art Centre ด้านซ้ายคือโรงหนังขนาดย่อมอันมีการเล่าถึงประวัติและหนังที่เคยฉายโดยทั้งลิสเราได้ดูอยู่แค่สองเรื่อง (Nobody Knows กับ The Motorcycle Diaries) ส่วนด้านขวาเป็นประชาสัมพันธ์งานประกวดหนังสั้นและวีดีโอของฮ่องกงที่จัดเป็นครั้งที่ 15 แล้ว เดือนหน้าใครไปก็ลองไปดูกันได้
 
      อันเนื่องจากไปกับบอสใหญ่ของเรา ซับพลายเออร์เลยต้องดูแลเป็นพิเศษ เลยได้ทานอาหารในภัตคารดังๆ (หรือเปล่า?) ชื่อ Hee Kee การันตีด้วยพี่หลิวเต๋อหัว เขาว่ากันว่าร้านนี้เด่นมากในเรื่องปูผัดกระเทียม พริกไทย และเมื่อได้ลองชิมแล้วก็พบว่าอร่อยแสงพุ่งมากๆ เพียงแต่ติดเค็มไปนิด แต่ยกให้กั๊งชนะเลิศครับ
 
     รูปนี้เป็นการรวบรวมโรงหนังที่ได้พบเจอ สามรูปด้านซ้ายอยู่ในย่าน Causeway Bay คนเยอะในทุกๆโรง ส่วนใหญ่จะฉายหนังตลาดทั่วไป ส่วนขวาบนเป็น Cinematheque ของฮ่องกง มีฉายหนังนอกกระแสบางเหมือนลิโด้บ้านเรา น่าเสียดายที่ได้ไปตอนมันปิดไปแล้ว เอาไว้โอกาสหน้าหากมีโอกาสจะไปใหม่ (เช่นกันร้านหนังสือ Kubrick ใต้โรงนั้นก็ปิดแล้ว ซึ่งวง TOE จะแสดงสดที่นี่ น่าเสียดายๆ)
 
      เสร็จงานบางส่วนในฮ่องกง เดินทางต่อไปกว่างโจว พักที่โรงแรม Chime Long Hotel เป็น Theme Hotel ซึ่งในบริเวณโรงแรมนี้จะมีทั้งสวนน้ำขนาดมหึมาและอลังการ, สวนสัตว์ที่มีแพนด้าเป็นฝูง, สวนสนุกเบิ้มๆ และโรงแรมที่เราพัก ภาพสองด้านบนเป็น Reception ภาพสามเป็นสระว่ายน้ำที่กลางคืนเปิดไฟสวยมากๆ อยากว่ายสุดๆแต่ไม่มีกางเกงว่ายน้ำ ตอนแรกนึกว่ามีให้เช่าเพราะเห็นแขวนๆอยู่แต่มันกลับขายแทน ไอ้เราและญาิติสองคนก็เลยหาอุบายจะลงสระมันด้วยกางเกงในนี่แหละว่ะ แต่บุญไม่มี ลงไปมันปิดพอดี
     สองรูปล่างถ่ายตอนทานอาหารเช้า ทานอาหารเช้าไปดูเสือขาว ดูนกฟามิงโก้ไป เพลินดี แถมอร่อย
 
         ตกดึกไปดูโชว์ในส่วนสวนสนุก แรกๆก็ดูเคลนแหละว่ามันจะเท่าไหร่กันเชียว แต่เอาเข้าจริงกลับกลายเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ทั้งการแสดงและโชว์ต่างๆที่ดูอลังการ, ยิ่งใหญ่, หวาดเสียดและสนุกสุดๆ แต่ที่น่าจดจำที่สุดกลับเป็นคนดูชาวจีนที่ให้ความร่วมมือและมีอารมณ์ร่วมกับโชว์แบบสูงมากๆ ขนาดแค่เริ่มแสดงก็ส่งเสียงกรี๊ดกันสนั่น ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โชว์นี้สุดยอดและติดตาติดตรึงใจมากๆ
      จบโชว์กลับเข้าห้องมาดูละครไทยภาคจีน
 
    จบงานในกว่างโจวก็เดินทางไปเซินเจิ้นต่อ รูปแรกที่เห็นด้านซ้ายนั้นคือ Guangzhou Tower ต่อด้วยตรงกลางคือ Liede Bridge แต่ตึกซ้ายมือสุดนี่ไม่รู้แฮะ ก่อนเิดินทางก็ไปกินข้าวร้านชื่ออะไรไม่รู้แต่มี "บรู๊ส ลี" เป็นเป็นโลโก้อย่างเท่ห์เลย เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ (กินแล้วมีพลังเหมือนบรู๊ส ลี...ประมาณนั้น) ขอบอกว่าซุปอร่อยมากๆๆๆๆๆ 
     ผ่านด่านเจอฝูงรถซูเปอร์คาร์ทั้งเฟอรารี่, แลมโบกีนี่, พอร์ชและอื่่นๆอีกมากมาย ตระการตามากๆ เห็นว่าจะไปแข่งกันที่สนามไหนซักแห่งในจีน วันนี้มาพักที่โรงแรม Cruise Inn ที่เอาเรือมาทำเป็นที่ัพัก บอกตามตรง ดูจากลักษณะห้องและลักษณะสภาพแวดล้อมโดยรอบแล้ว นี่มันคือม่านรูดชัดๆ (อนึ่งโรงแรมนี้ไม่ได้อยู่ในทะเลหรือแม่น้ำแต่อย่างใด เพียงแค่เอาเรือมาบางบนพื้นแล้วก็สร้างแอ่งน้ำตื้นๆไว้รอบๆแค่นั้น )
 
      และเมื่อบอสของเราเสร็จงานทั้งหมดก็กลับก่อน ตอนนี้ก็เหลือแต่เพียงเราและญาิติอีกสองคนที่ต้องไปดูโรงงานและกลับมาฮ่องกงพร้อมหาที่พักด้วยตัวเอง โดยแต่ละคนจะประกอบด้วยกระเป๋าลากใบใหญ่ 1 ใบที่เต็มไปด้วยตัวอย่างสินค้า+กระเป๋าลากเล็กอีกหนึ่งใบที่หน้า่ที่ของมันหมดไปแล้วจากงานโชว์และอีกหนึ่งกระเป๋าส่วนตัว(บ้างก็โน๊ตบุ๊ค) เอาเป็นว่าพะรุงพะรังก็แล้กัน ที่สำคัญ พวกผม "หลง" ใน Mongkok ครับ! แต่ที่ตลกที่สุดคือที่พักแม่งอยู่ใกล้ที่เราลงรถมากๆ แต่เสือกไม่รู้ ก็เลยเดินอ้อมกันไป (อย่าลืมว่าต้องลากกระเป๋าใบใหญ่ไปด้วย )
     เข้าพักวันแรกที่ Mei Mei Motel ครับอยู่ในชั้นสามตึก Sincere Building ในมงก๊ก เขาว่าเป็น Best Hotel for Thai เลยทีเดียว (เอาเข้าจริงก็เป็นการพูดเกินจริงไปนิด) และด้วยที่พักที่นี่ว่างแค่วันเดียวเราก็เลยต้องไปหาที่พักสำหรับวันพรุ่งนี้โดยตัดสินใจกันว่าจะหาในตึกเดียวกันนี่แหละแล้วก็ไปได้ที่พักที่ชั้นแปดชือ Oi Suen Guest House ก็เลยได้รู้ว่าที่พักดีๆและถูกๆนั้นมีเยอะมากในฮ่องกงแถมที่หลังนี้มีหนังสือท่องเที่ยวภาษาไทยด้วย ที่สำคัญลูกสาวเจ้าของน่ารักมากๆ (เสียดายไม่ค่อยอาบน้ำเพราะเจอสองวันใส่ชุดเดิมทั้งสองวัน ) เพียงแต่ที่พักอาจเล็กไปนิด(ซึ่งก็เป็นปกติของฮ่องกง) ไอ้พวกเราสามคนก็เลยรู้สึกชิดเชื้อกันเป็นพิเศษ (นิยามห้องน้ำสำหรับที่นี่คือ เมื่อนั่งโถ คุณสามารถทำได้ทุกอย่างทั้งสระผม, อาบน้ำ, ล้างหน้ารวมไปถึงเช็ดตัว) 
     อนึ่งจากรูปล่างสุดซ้ายมือจะเห็นว่าลิฟท์ที่นี่ไม่มีปุ่มกดขึ้น(จะมีก็แต่เฉพาะชั้น 1 ชั้นเดียว) ดังนั้นการโยกย้ายตัวเองและสัมภาระของเราจากชั้นสามไปชั้นแปดก็คือการลงมาที่ชั้นหนึ่งก่อนแล้วเปลี่ยนลิฟท์(ลิฟท์มีสองตัวแยกชั้นคู่ชั้นคี่)แล้วจึงสามารถขึ้นไปชั้นแปดได้ เหนื่อยจริงอะไรจริง
    สองรูปบนขวาเป็นร้านห่านย่าง ร้านนี้สอนให้รู้ว่าจงดูให้ดีว่าร้านที่เข้าไปนั้นเป็นห่านหรือเป็ด มิเช่นนั้นแล้วมันจะมีผลอันใหญ่หลวงกับเงินในกระเป๋าเพราะราคาต่างกันพอดู ดูง่ายๆคือดูที่หัว ถ้าเป็นห่านจะมีโหนกนูนๆแต่ถ้าไม่มีก็เป็นเป็ด แต่ร้านนี้คงดังมากแหละ มีการเขียนบอกด้วยว่าห่านย่างนี้สามารถเอาขึ้นเครื่องบินได้แถมเมนูก็มีภาษาไทยด้วย ที่สำคัญแม่งอร่อยโฮกมาก ถือว่าคุ้มกับราคา HKD68.00 + น้ำโค๊กเลมอนอีำก HKD 12.00
    ส่วนรูปกลางคือโรงหนังในม่งก๊กชื่อ Broadway Cinemas และล่างขวากับหนึ่งในการแสดงบนถนนแห่งการช๊อปปิ้ง...
 
      เช้าวันถัดมาเป็นวันเดินแห่งฮ่องกง(สำหรับเรา ) โดยวันนี้โฟกัสไปที่เกาะฮ่องกงอย่างเดียวเลย เริ่มด้วย Central-Mid-Levels บันไดเลื่อนที่ยาวที่สุดในโลกเพราะเล่นไต่ขึ้นเขากันเลย ขึ้นไปดื่มด่ำบรรยากาศกันไปก่อนจะได้ึ่ขึ้นไปถึงยอดบนสุดแล้วก็พบว่ามันไม่มีอะไรเลย ไต่ลงด้วยความเซ็งเล็กๆยังดีที่เจอ Dr. Sun Yat-sen Museum มิวเซียมประวัติของซุนยัดเซ็น ถือเ้ป็นการพักผ่อนและศึกษาประวัติศาสตร์ไปในตัว
     เอาเข้าจริงเราพบว่าการเดินบนเกาะฮ่องกงนั้นสนุกและรู้สึกดีมากกว่าเดินฝั่งเกาลูนเยอะเลยเพราะหลายๆช่วงเป็นตึกเก่าสมัยอาณานิคม, หลายๆช่วงซึมซับได้ถึงบรรยากาศแบบฮ่องกงจริงๆ หลายๆช่วงทำให้คิดหนังฮ่องกงหลายๆเรื่อง แต่ฝั่งเกาลูนเป็นแหล่งทุนนิยมที่สมบูรณ์แบบมากๆ ต่างกันทั้งสภาพเมืองและสังคม ซึ่งก็ดีเพราะอย่างน้อยๆก็ทำให้เราเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น ได้สัมผัสอะไรที่ไม่เคยเจอ คอนทราสดี
 
       ที่นี้มาอะไรที่เป็นหนังกันบ้าง ต้องบอกก่อนว่าทั้งหมดจากรูปด้านบนนั้นบังเอิญเจอทั้งนั้น ไม่ได้อยู่ในแผนใดๆเลย รูปแรกคือ Chungking Mansion สถานที่หลักในพาร์ตแรกของหนัง Chungking Express ของหว่างกาไว ความรู้สึกแรกที่เห็นคือรู้สึกว่าสเน่ห์จากในหนังนั้นช่างมายาโดยแท้ เพราะเอาเ้ข้าจริงมันแทบไม่มีอะไรน่าพิศมัยเลย ตึกเก่าๆโทรมๆในย่านการค้าที่คนพลุกพล่าน อาจเป็นเพราะเวลาที่ล่วงเลยและสัมคมที่เปลี่ยนไปหรือเพราะการถ่ายภาพแบบเหนือมนุษย์ของคริสโตเฟอร์ ดอยล์? อันนี้ก็ไม่ทราบได้ แต่สรุปคือ ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่
     รูปศาลเจ้าด้านล่างอยู่ในฉากหนึ่ง Invisible Wave ของเป็นเอก รัตนเรือง บังเิอิญเดินไปเจอ เจอแล้วคิดถึงเฮียเจิ้นจื่อเหว่ยขึ้นมาในทันที
     รูปบนขวานี่ไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มหนึ่งในบริษัทหนังของเฉินหลงหรือเปล่าไม่แน่ใจ Emperor Group Centre
     รูปสุดท้าย รถรางกลางย่าน Time Square  อันจะนำเราไปสู่ไฮไลต์ของเราในวันนี้
 
    ไฮไลต์ที่ว่านี้คือที่นี่ครับ Cafe' De Goldfinch ร้านสเต๊กบรรยากาศเหนือคำบรรยายจากหนังดังของเฮียหว่องเรื่อง In The Mood For Love ใครเคยดูหนังแล้วและมีโอกาสไปฮ่องกงอยากแนะนำให้ไปลองครับ แม้ทั้งร้านจะเต็มไปด้วยรูปภาพจากหนัง(อีกเรื่องคือ 2046) แต่หากดูบรรยากาศแล้วรับรองว่าตายกันไปเลย ที่สำคัญอาหารอร่อยเว่อร์ครับ เราสั่งมากินกัน 2 จาน หนึ่งคือสเต๊กไก่ หนังกรอบๆเนื้อนุ่มๆ อีกจากคือเมนูเด่น Goldfinch Steak ซึ่งคิดว่ามาร้านนี้คงต้องกินครับเพราะน่าจะขึ้นชื่อมากๆ เนื้อที่เห็นนั้นขอบอกว่านุ่มลิ้นมาก ส่วนความหนาของตัวเนื้อนั้นอยู่ที่ประมาณ 1.5 นิ้ว!!!! หนามาก นุ่มมาก เหนือคำบรรยาย....
    รูปล่างขวาเป็นเมนูชุดของร้าน ชื่อเมนูคือ 2046!!!!
 
      เอาละมาว่ากันที่ร้านน่าเข้ากันบ้าง (อย่างน้อยๆก็ดูสินค้าดูไอเดียละกันครับ เพราะราคานั้นฉู่ฉี่อยู่)
          - ร้านแรก Morn Creations บนเกาะฮ่องกง ขายพวกสินค้าตัดเย็บที่ได้ไอเดียจากสัตว์โลกมีทั้งกระเป๋าฉลาม, ผ้ากันเปื้อนแพนด้า, เป้ปลาวาฬ, กระเป๋าตังค์แมว
          -  Vintage HK ฝั่งฮ่องกง ร้านขายสินค้าเก๋ๆหลากหลายรูปแบบ สมุดโน๊ต, เสื้อยืดยันเสื้อผ้า, เ้ครื่องประดับ แต่ราคาไม่เก๋ตามเท่าไหร่
          - Homeless ในย่าน Causeway Bay ใกล้ๆกับ Goldfinch สังเกตบนชั้นสองที่ตึกแถวนั้นที่มีตัวการ์ตูนเป่าแตรอยู่นั้นแหละ ร้านนี้เป็นร้านที่เราชอบที่สุด จริงๆมันก็ขายของเหมือน Propaganda บ้านเราแหละแต่พนักงานสวยกว่าเยอะและของไอเดียดีกว่าเยอะ (จริงๆอาจเป็นเพียงแค่เหตุผลแรกเท่านั้นแหละ )
          - รูปสุดท้ายไม่มีอะไร แค่อยากให้เห็นหนังไทยที่ขายในฮ่องกง เห็นน้องต่ายน้องเต้ยพายุโรปมาที่ฮ่องกง รู้สึกดีๆ
 
      กลุ่มนี้สิ่งที่นอกเหนือจากเรื่องที่จะเล่าแต่อยากเอามาลง รูปแรกเป็นลูกสาวเข้าของโมเทลที่ผมเคยกล่าวไว้ เธอกำลังนั่งเล่นกับเด็กที่ห้องข้างๆ ผมเห็นแล้วเลยรีบถ่ายเก็บไว้เพราะว่ามันน่ารักดี แม้ว่าชุดที่เธอใส่นั้นมันสองวันแล้ว (ว่าจะไม่บอกแล้วเชียว )
     จริงๆถนนฝั่งฮ่องกงมันก็มีทางคนเดินนะ รูปที่สองนี้เป็นเรื่องตลกนิดหน่อยที่ทางเดินของคนนั้นมักมีสิ่งกีดขวาง ทางก็แคบอยู่แล้วยังเอาของมาขวางอีก คนเดินถนนก็ต้องเดินถนนผจญรถที่ขับแบบซิ่งนรกกันไป
      ตึกนี้ถ่ายจากสวนสาธารณะที่มีสระว่ายน้ำอยู่ในนั้น อันหมายความว่าคนวิ่งออกกำลังกายก็วิ่งไปด้านบน คนว่ายน้ำออกกำลังกายก็ว่ายกันไปด้านล่าง กิ๊บเก๋จริงๆ สวนตึกนี้เห็นว่าปัดสีแปลกดีและน่ารักดีด้วย (โปรดอย่ามองเป็นประั้เด็นการเมือง )
     รูปสุดท้ายเป็นอนุสาวรีย์อะไรซักอย่างในย่านเจียมซาจุ่ยใกล้ๆ Hong Kong Museum of History มองๆว่าน่าจะเกี่ยวกับสงครามเพราะเป็นการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างเป็นรูปมนุษย์ที่มีปีกข้า้งเดียว คำถามคือปีกใหญ่ๆยาวๆที่ยื่นออกมานั้นเขาสร้างได้อย่างไร?
 
      ขอจบท้ายด้วยอาหารการกินแล้วกันสองรูปแรกเป็นร้านโจ๊กที่กินในยามเช้า ยามใหญ่เบิ้ม ปาท่องโก๋ใหญ่ยักษ์ สนนราคาที่ HKD25.00
     สองรูปลงมาเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่ชื่อ Tsim Chai Ker (ก๋วยเตี๋ยวอุกาบาตของเจ้าเต๋อ) มากันสามคนเลยสั่งไปคนละชามคนละแบบไปเลย แล้วก็ขอยืนยันคำเจ้าเต๋อว่าเนื้อโครตนุ่ม, เกี้ยวกุ้งใหญ่ยักษ์อร่อยโฮก, ลูกชิ้นปลาเมพๆ พร้อมด้วยซุปและเส้นที่ไม่จำเป็นต้องปรุงเพิ่มใดๆ ด้วยสนนราคาสุดคุ้ม HKD17.00
     สองรูปล่างถัดมาเป็นมือสุดท้ายของทริปนี้ ก๋วยเตี๊ยวเกี้ยวกุ้งเหมือนกันแต่อยู่คนละร้าน, คนละย่านและร้านคนละไซร์ แต่ตัวอาหารยังใหญ่เท่าเดิมและเีกี๋ยวกุ้งก็อร่อยโฮกเช่นกัน (ส่งสัยเหมือนกันว่าก๋วยเตี๋ยวเกี้ยวกุ้ง, ลูกชิ้นปลา, เนื้อวัวในฮ่องกงนั้นมันคงอร่อยแบบนี้เป็นมาตราฐานทุกร้านเลยมั๊ง) แต่ที่แตกต่างคือร้านนี้ราคาเพียง HKD13.00!!! 
     สามรูปด้านขวาเป็นเบี้ยใบ้รายทาง รูปบนก๋วยเตี๊ยวลูกชิ้นปลา (อีกแล้ว!) รูปต่อมาเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว (อีกแล้ว!!) ส่วนรูปสุดท้ายเป็นขนมหวานจำชื่อร้านไม่ได้แต่หาได้ทั่วไปในฮ่องกง 
 
 
 Step 4:สรุป
     เอาสั้นๆง่ายๆละกัน นี่เป็นทริปที่รู้สึกดีที่สุดในทุกครั้งที่เคยไป และแน่นอนหากว่ามีโอกาสไปอีก จะไม่พลาดส่วนที่เหลือที่ไม่ได้ไปอย่างแน่นอน
 
 
Step 5: ขอขอบคุณ
     - ขอบคุณพี่เอกมากๆครับสำหรับการแนะนำทั้งเพลงในเอ็นทรี่นี้และแผนที่ในการเที่ยวที่ช่วยผมได้มากๆที่แทบไม่มีเวลาจัดแผนใดๆเลย ไปลุ้นเอาที่โน่น
 
   - ขอบคุณหนังสือ "ฮ่องกงกึ่งสำเร็จรูป" ของนวพลด้วยที่อย่างน้อยๆมันก็เหมาะมากๆกับคนที่ไม่มีเวลาแม้แต่จะวางแผนเที่ยวอย่างเรา ที่ซึ่งหลายๆที่ๆไป มีระบุในหนังสือเล่มนี้เด้อ
 
      - ขอบคุณเพื่อนร่วมทริป (จำเป็น) ย้งและเบลล์ที่ยอมไปในที่ๆเราอยากไป เอาไว้โอกาสหน้าจะไปที่ๆพวกท่านอยากไปบ้างเป็นการขอบคุณ
 
     - และแน่นอนที่ขาดไม่ได้คือเจ้านายของผมครับสำหรับการสนับสนุน _/\_
  - END -